เวลาสมองโล่งๆ2... เวรกรรม?

posted on 29 May 2008 21:26 by reshavalentine  in Life

ว่างจัดอีกแล้วค่ะ...

 

พี่อั๋นบอกมะค่อยว่าง สับรางไม่ทัน...

เบียยังมะมีรางให้สับเลย - -"

 

คือความคิดของเบีย

ความจริงก็ขัดกับสิ่งที่คนอื่นสอน หรือศาสนาเป็นผู้สอน...

คิดไปต่างๆนานามากมาย...

คิดว่า คนเราฆ่ากัน บาปจริงหรือ?

เมื่อคนถึงเวลาตาย ก็ต้องตายจริงหรือ? 

ทำไมเบียถึงคิดอย่างนี้... 

 

ถ้าสมมติว่า คนคนนี้ ถึงเวลาจบชีวิตแล้ว... ไม่ว่าเค้าจะทำวิธีใด เ้ค้าก็ต้องตายใช่มั้ยคะ?

แม้ว่าเค้าจะฆ่าตัวตาย โดนฆ่าตาย อุบัติเหตุตาย...

ยังไงก็ต้องตาย...

แ้ล้วทำไม เค้าถึงบอกว่า ฆ่าตัวตาย บาป?

ทำไมคนที่มาฆ่าเรา เค้าถึงเป็นคนบาป?

ทั้งๆที่ถึงเวลาของเค้าแล้ว คนมาฆ่าบาปด้วยหรือ?

 

เค้าว่ากันว่าทุกคนเกิดมาบนโลก เพื่อชดใช้กรรม

เราอาจจะถูกรังแก โดนกลั่นแกล้ง โดนทำร้าย หรือถูกฆ่า เพื่อเป็นการชดใช้กรรม?

แล้ว ผู้ที่ทำร้ายเรา รังแกเรา เค้าก็ต้องเป็นบาปด้วยหรือ?

ถ้าเค้าเป็นผู้ที่มาทำให้เราได้ชดใช้กรรมที่เคยก่อไว้?

หรือเพราะเค้าไม่อโหสิให้เรา...

ถ้าสมมติเราฆ่าเค้า แต่เค้าอโหสิให้ เราก็ไม่มีอะไรต้องกลัวเลยสิคะ?

 

หากสมมติว่า... โลกใบนี้ ไม่มีคนรวย คนจน... ไม่มีใครทำร้ายใคร...

ถึงเราจะทำผิดไป เราจะต้องชดใช้กรรมยังไง?

เกิดมาจน มะมีตังจะกิน ก็ไม่ได้ เพราะไม่มีคนรวยคนจนอยู่ ฐานะเท่าเทียมกัน

หรือจะเกิดมาเป็นคนพิการ... แล้วแค่นั้นชดใช้ได้แล้วหรอคะ ถ้าสมมติว่าเราเคยทำร้ายใครมาหนักๆ?

 

สรุปว่า... ทำไมถึงต้องมีเวรกรรม? แล้วทำไมต้องชดใช้กรรม เพื่อให้คนอื่นรับเคราะห์กรรมเราไปแทนงั้นหรอ?

 

อีกเรื่องก็คือ...

(จากตรงนี้ไป เป็นความคิดเห็นส่วนตัวทั้งหมด + ความรู้อันน้อยนิด ผิดพลาดประการใดก็ขออภัย + เบียไม่ได้ไม่เชื่อศาสนานะคะ แค่เชื่อบ้างไม่เชื่อบ้าง แต่เบียนับถือเหตุผลของตัวเองที่สุด) 

ศาสนาพุทธสอนให้ ไม่มีกิเลส ไม่ต้องมีความอยาก ความโลภ ความสงสัย และความรู้สึกอื่นๆ...

แต่ถ้าหาก ไม่มีความสงสัย ความอยากที่จะหลุดพ้น...

โลกจะพัฒนาขึ้นมาได้ถึง ขนาดนี้ได้หรอคะ?

ถ้าเราไม่สงสัยอะไร... เราจะคิดพัฒนาสิ่งนี้ขึ้นมาเหรอคะ?

 

ลองมาคิดกันดูว่า... ถ้าทุกคนบนโลก ไม่มีความอยากได้ อยากเป็น อยากมี... ความสงสัย ความเคลือบแคลงใจ ความรู้สึกทั้งหมด

ก็คงจะสงบสุขใช่มั้ยคะ... แต่... เราจะพัฒนามาได้ถึงตอนนี้หรือคะ หากเป็นเช่นนั้น?

ความรู้สึกต่างๆ เป็นความรู้สึกที่ทุกๆคนต้องมีไม่ใช่เหรอคะ ถ้าเกิดมาเป็นคน เราก็ต้องมีความสงสัย ความอยาก กันทุกคนอยู่แล้ว?

ถ้าไม่อยากมีความรุสึกพวกนี้.. สู้ไม่เกิดเป็นคนดีกว่าหรือ - -"

ไม่งั้นเค้าจะสร้าง คน ให้มีความรุสึกพวกนี้ำทำไม? 

 

สมมติว่า มีหญิงชราคนหนึ่ง กำลังจะตกน้ำ

และไม่มีใครอยู่แถวนั้นเพื่อจะเข้าไปช่วยได้เลย ยกเว้นคุณ ซึ่งสมมติว่า คุณเป็นพระภิกษุ?

หากคุณยายคนนั้นเป็นอะไรไปขึ้นมาล่ะ?

แต่คุณก็จับต้องตัวผู้หญิงไม่ได้?

คุณจะยอมละเมิดกฏสงฆ์มั้ยคะ? หากคุณเป็นคนที่เคร่งมากๆล่ะ?

 

เป็นมนุษย์เดินดินธรรมดาดีกว่ามั้ย?

 

วันนี้พอแค่นี้แล้วกันนะคะ

เบียอาจจะพูดในทางที่อคติต่อศาสนาพุทธนะคะ...

แต่ความจริงเบียเปล่าเลย แค่ลองคิดอะไรฆ่าเวลา..

เท่านั้นจิงๆนะคะ - -" 

ขออภัยหากเบียคิดอะไรผิดไป.. แต่เบียเพียงแค่นำเสนอความคิดของตัวเองให้ทุกคนได้อ่านกันค่ะ ><!! 

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

ขอบอกว่า คิดเหมือนผมเลย ต่างกันตรงที่ ผมไม่กล้าจะพิมขึ้นมาอย่างคุณ เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ผมไม่กล้าเสนอความคิดเท่าไหร่

เพราะฉะนั้น ขอให้

Hot!

#1 By คนธรรมดา on 2008-05-29 22:10

แหะๆ

ไม่รู้เหมือนกัลว่า ตายไปแล้วจะเป็นยังไงเนอะ

แต่ทำความดีเราก็สบายใจ ^^

#2 By ภูคุง ~* (58.64.72.115) on 2008-05-29 22:44

จะว๊าก เบียร์แอบมีสาระ

คนเรามีสิทที่จะคิดอยู่แล้ว

แล้วแต่มุมมองคนอ่ะนะเรื่องนี้

#3 By TalE on 2008-05-29 23:24

การกระทำมันขึ้นอยู่กับเหตุผลและกาลเวลาด้วยครับ

อย่างตัวอย่าง หญิงชราตกน้ำ กับพระภิกษุ ในทางปฏิบัติพระภิกษุห้ามถูกต้องตัวกับฆราวาสผู้หญิง แต่ในเวลานั้นถ้าพระภิกษุจะลงไปช่วยหญิงชรานั้นผมถือว่าพระภิกษุไม่บาปครับ แต่ในทางศาสนา ผมไม่รู้ว่าจะอาบัติหรือไม่ แต่เป็นเรื่องของจิตสำนึกมากกว่า

การที่คนเราจะตายหรือไม่ตาย ไม่มีใครรู้ล่วงหน้าครับ แต่เราก็ต้องทำความดี เพื่อให้จิตใจของเรายังอยู่ในศีล

ศาสนาสอนให้เรารู้จักปล่อยวาง ละ จากกิเลส ไม่ต้องทำทุกข้อจนถึงขั้นบรรลุก็ได้ครับ แค่รู้ผิดชอบชั่วดี อะไรควรทำ อะไรไม่ควรทำ

เหตุที่ใจเป็นทุกข์ เพราะไม่รู้จักปล่อยวาง การปล่อยวางไม่ใช่การละทิ้งจากความรู้ แต่ละทิ้งอคติและกิเลส รู้ว่าอะไรควรปล่อยวาง อะไรควรทำ การกระทำทุกสิ่งทุกอย่างให้เป็นปัจจุบัน

#4 By หนึ่ง on 2008-05-29 23:31

อ่านแล้ว ถือเป็นมุมมองที่ดีในด้านนึงเลยขะรับ

แต่ละคนจะมีมุมมองไม่เหมือนกันครับ
เรื่องภิกษุอุ้มผู้หญิง เคยมีเป็นนิทานของพระพุทธเจ้าด้วยนะครับ

ถ้าจะให้เล่าให้ฟัง ว่างๆจะเล่าให้ฟัง

แต่....ชื่นชอบแนวคิดดีครับ แหวกแนวดี

#5 By SuBBatH on 2008-05-30 08:15

จะว่าไป เดี๋ยวนี้ศาสนามันสร้างคำถามได้มาก เพราะว่าส่วนมากจะไปสนใจพวกเกร็ดๆมันมากกว่าเเก่นคำสอนอ่ะนะ

#6 By KusaYoshi on 2008-05-30 11:06

เป็นอีกมุมมองเลยนะค่ะ..
บางครั้งพี่ก็มีคำถามขึ้นมากมาย
เหมือนน้องเบียร์อย่างนี้เลยค่ะ
บางครั้งก็ได้คิดไปอย่างนั้น ไม่มีคำตอบที่ชัดเจน
แต่บางครั้งมันก็อธิบายในตัวของมันเองได้

อย่างกรณีพระภิกษุสงฆ์นี่...
ถ้าหากท่านลงไปช่วย ไม่น่าถือว่าละเมิดสงฆ์นะคะ
การช่วยเหลือคนที่ตกอยู่ในอันตรายต่อหน้านี่ถือเป็นสิ่งที่ดี..

จริง ๆ ในกฎหมายกำหนดไว้ด้วยค่ะ
ว่าถ้าใครที่เห็นคนจะเสียชีวิตต่อหน้าและถ้าหากอยู่ใน
สภาวะที่ช่วยเหลือได้ แต่เพิกเฉยไม่ช่วยเหลือ
ถือว่ามีความผิดตามกฎหมายด้วยนะคะ big smile

เอาเป็นว่า..พี่ก๊อบข้อความของบางคนที่เค้าแนะนำไว้ดีกว่านะคะ....ที่มา..http://topicstock.pantip.com/rajdumnern/topicstock/P3150447/P3150447.html

กรณีแรก คุณไม่มีหน้าที่ต้องช่วย แต่ผ่านมาเห็น ก็จะเข้ามาตรานี้ครับ มาตรา 374 ผู้ใดเห็นผู้อื่นตกอยู่ในภยันตรายแห่งชีวิต ซึ่งตนอาจ ช่วยได้โดยไม่ควรกลัวอันตรายแก่ตนเองหรือผู้อื่น แต่ไม่ช่วยตามความ จำเป็น ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งเดือน หรือปรับไม่เกิน หนึ่งพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

เช่น คุณเดินผ่านมาเห็นคนจมน้ำแต่คุณว่ายน้ำไม่เป็น คุณไม่ผิดตามมาตรานี้ครับ แต่ถ้าคุณเป็นนักว่ายน้ำแต่คุณไม่ยอมไปช่วยก็จะผิดตามมาตรานี้ครับ

กรณีที่สอง คุณมีหน้าที่ต้องทำแต่คุณไม่กระทำ จะต้องรับผิดเสมือนหนึ่งคุณลงมือฆ่าเค้าตาม มาตรา 59 วรรคท้ายที่ว่า การกระทำ ให้หมายความรวมถึงการให้เกิดผลอันหนึ่งอันใดขึ้น โดยงดเว้นการที่จักต้องกระทำเพื่อป้องกันผลนั้นด้วย

กรณีที่สองอาจจะไม่เห็นภาพนัก ขอยกตัวอย่างตามที่อาจารย์ผมยกมา เช่น คุณเป็นเจ้าหน้าที่สระว่ายน้ำมีหน้าที่ดูแลความปลอดภัยและช่วยเหลือคนที่เกิดอุบัติเหตุจมน้ำ วันหนึ่ง นายเขียวซึ่งเป็นคนที่คุณอยากฆ่าเค้าให้ตายมาว่ายน้ำ และเกิดจมน้ำ คุณซึ่งมีหน้าที่ต้องช่วยแต่ไม่ช่วยเพราะต้องการให้เค้าตาย อย่างนี้คุณต้องรับผิดเสมือนหนึ่งคุณลงมือฆ่าเค้าเอง

-----

อาจยาวไปนิดหวังว่า..คงไม่ว่ากันนะคะ...
พอดีนึกขึ้นได้เรื่องนี้พอดี...


โอววว
ขอบคุณสำหรับข้อมูลเลยนะคะทุกๆคน *-*

ความจริงก็จะยกตัวอย่างอื่นๆมาแล้วแหละ
แต่... ดันลืมไปซะก่อน T-T

#8 By ~Resha-Valentine~ on 2008-05-30 19:34

รูสึกเรื่องพระภิกษุกับหญิงตกน้ำหลายๆคนคงรู้
เล่าให้คุณเบียร์ฟังคร่าวๆ
(คงไม่เป๊ะ แต่ก็ประมาณนี้นะคะ)

พระภิกษุสองรูปเดินไปด้วยกัน
พบหญิงตกน้ำ
พระรูปหนึ่งลงไปช่วย แบกหญิงคนนั้นขึ้นมา
แล้วพอมีคนมาช่วย หรือเห็นว่าหญิงนั้นปลอดภัย
ทั้งสองรูปก็เดินจากไป
พระที่ไม่ได้ไปช่วยถามว่า
"ท่านแบกสตรี ไม่กลับบาปหรือ"
พระที่ช่วยตอบว่า
"เราวางไว้ตั้งนานแล้ว ท่านนั่นแหละที่ยังแบกอยู่"

(กุจำผิดแน่ๆ)
แต่ก็ประมาณนี้

ทำให้นึกไปถึง องคุลีมาล
"เราหยุดแล้ว ท่านสิยังไม่หยุด"
ก็ว่าไป

ส่วนตัวเราแล้ว
หนักกว่าอีกค่ะ .. ตอนนี้เรามอง
ศาสนาบ้านเราส่วนมากในแง่ลบ
ไม่ไปทำบุญมานานมากแล้ว
ข่าวไม่ดีมันเยอะเกิน
ถึงจะรู้ว่า พระดีๆ วัดดีๆ ยังมีก็เถอะ

ว่าไปซะยาว

ต่อไปพูดเรื่องเวรกรรมบ้าง
เราออกแนวเฉยๆค่ะ
รู้ไหมคะ คริสต์น่ะ
ถ้าเราสารภาพบาปกับพระเจ้า
ที่เราทำจะไม่ผิด (แต่ก็ต้องรู้สึกผิดจิงๆนะคะเขาว่ามา)
งั้นเราไปฆ่าคนจนพอใจ
แล้วเพิ่งมาสำนึกทีหลังมันจะผิดไหมอ่ะ
บางทีเราก็สงสัยนะเออ

สิ่งที่เราทำ ใครเป็นคนตัดสินว่าผิดหรือถูกก็ไม่รู้
จริงๆแล้ว การที่เราฆ่าผึ้งตัวนึง
ก่อนที่มันจะไปต่อยคนที่แพ้ผึ้งจนเขาตาย
เราจะบาปหรือได้บุญละคะ

ปัญหาโลกแตก

แต่เวลาสมองโล่งๆ เอามาคิดก็ดีเหมือนกันนะ
(แต่ถ้าเราคิด สมองเราจะมึนไปเลย
นานๆคิดก็เคโอหละค่ะ)

#9 By Dare? on 2008-05-31 04:09

บางคนบอกว่ามนุษย์คือสิ่งทดลองโดยอะไรก็ไม่รู้
สร้างนายเอ นางสาวบี คุณซี, ดี, อี, เอฟ ฯลฯ
แล้วบรรจุโปรแกรมที่มีความแตกต่างไม่ซ้ำกันแม้แต่คนเดียว
เพื่อดูพฤติกรรม ดู INPUT ตรวจสอบ OUTPUT


ข้างบนนั้นคง ส นุ ก กั น พิลึก
คุณล่ะ..
สนุกกับ มั น บ้ า ง ไ ห ม ?



บ้าหรือเปล่า...
ไม่มีอะไรทำหรือไงที่ไปคิดแบบนั้น
เอาแค่พรุ่งนี้จะ แ_ก อะไรก็แย่อยู่แล้ว

#10 By :: insideun I'm unzaa :: on 2008-05-31 09:56

^
^
^
ขออีกที
บ้าหรือเปล่า...
ไม่มีอะไรทำหรือไงที่ไปคิดแบบนั้น
เอาแค่พรุ่งนี้จะ แ_ก อะไรก็แย่อยู่แล้ว

sad smile sad smile

#11 By :: insideun I'm unzaa :: on 2008-05-31 10:00

Copyright by Resha Valentine